ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ (Tohoku) ตอนที่ 3

ผ่านมาแล้ว 2 ตอนกับการท่องเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุใน 3 จังหวัด เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มอยากออกเดินทางมาเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุมากขึ้นแล้วใช่ไหมเอ่ย สำหรับตอนที่ 3 กับ 2 วัน 1 คืนสุดท้ายของทริปครั้งนี้ ดาโกะหวังว่าคุณผู้อ่านจะสนุกไปกับการได้ตามล่าใบไม้แดงและตระเวนชิมของกินอร่อยๆ ไปพร้อมกับเราอีกเช่นเคย tohoku

ปิดท้ายความสนุกของทริปนี้ไปพร้อมๆ กัน แล้วมาเตรียมวางแผนออกเดินทางไปท่องเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุด้วยตัวเองเมื่อทุกอย่างพร้อมกันเถอะ!

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku หมู่บ้านอาคิตะฟุรุซาโตะ Akita Furusato Village


เดินเล่นยามเช้าที่หมู่บ้านอาคิตะฟุรุซาโตะ (Akita Furusato Village) 


เริ่มต้นเช้าวันที่ 5 นี้ด้วยการเดินเล่นที่หมู่บ้านอาคิตะฟุรุซาโตะ (Akita Furusato Village) สถานที่ที่มีกิจกรรมให้เราได้ลองทำหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งของฝากประจำจังหวัดอาคิตะ หรือจะร่วมสนุกกิจกรรมเวิร์กชอปงานฝีมือด้านต่างๆ เช่น การทำโอดาเตะ มาเกวัปปะ (大館曲げわっぱ, Odate Magewappa) ข้าวบดย่างคิริทัมโปะ เป็นต้น

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku หมู่บ้านอาคิตะฟุรุซาโตะ Akita Furusato Village

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku หมู่บ้านอาคิตะฟุรุซาโตะ Akita Furusato Village

นอกจากนี้ยังมี Wonder Castle ที่มีพื้นที่กว้างถึง 4 เท่าของโตเกียวโดม สวนสนุกขนาดย่อมที่มีทั้งสไลเดอร์ 5 เมตร ท้องฟ้าจำลอง และ 3D Trick Art หากมาเที่ยวที่นี่ช่วงฤดูหนาว ขอแนะนำให้ลองเล่นรถเลื่อนท่ามกลางหิมะดู เป็นกิจกรรมที่น่าสนุกมากๆ ถือเป็นสถานที่ที่สามารถใช้เวลาอย่างสนุกสนานได้ทั้งวันจริงๆ

จากกิจกรรมมากมายที่เราเล่ามา ครั้งนี้เราเลือกทำถาดกลมมาเกะวัปปะ ถือเป็นงานหัตถกรรมดั้งเดิมของจังหวัดอาคิตะ เอกลักษณ์คือการที่ค่อยๆ ใช้มือดัดไม้ให้โค้งโดยการนำไม้ไปแช่น้ำร้อนให้นิ่มก่อน สำหรับงานนี้ต้องใช้เวลา1วันเต็มๆ แต่ชุดที่เราเลือกทำเป็นชุดที่มีอุปกรณ์สำเร็จรูปบางส่วนที่ช่วยลดระยะเวลาลงไปได้ทำให้ใช้เวลาไม่นานนัก

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku หมู่บ้านอาคิตะฟุรุซาโตะ Akita Furusato Village

ก่อนกลับเราเดินชมหน้ากากยักษ์หรือที่เรียกกันว่า “นามะฮาเกะ” (なまはげ) ตำนานที่เล่าต่อกันมาว่าหากเป็นเด็กดื้อหรือขี้เกียจ เด็กคนนั้นจะโดนยักษ์ไล่ตาม โดยทุกปีในคืนวันที่ 31 ธันวาคมก่อนวันปีใหม่จะมาถึง ชาวบ้านจะสวมใส่ชุดถักด้วยฟางซึ่งรู้จักกันในชื่อ “เคเดะ” แล้วสวมหน้ากากอันน่าสะพรึงที่เป็นเอกลักษณ์ของเขตของพวกเขาแล้วเดินไปรอบๆ บริเวณใกล้เคียง แล้วเยี่ยมเยือนบ้านแต่ละหลัง นามาฮาเกะจะคอยตะโกนดังๆ ว่า “มีเด็กดื้ออยู่ไหม?”

เดินชมความน่าสนใจที่แฝงไว้ในความน่ากลัวของนามะฮาเกะกันเสร็จแล้ว ก็ปิดท้ายด้วยการชมเสาไม้สูงที่ประดับด้วยโคมกระดาษที่ใช้ในเทศกาลคันโตแห่งอาคิตะ (秋田竿燈まつり, Akita Kanto Matsuri) เทศกาลที่ผู้เล่นแข่งขันกันเชิด “คันโต” (竿燈 , Kanto) หรือเสาโคมไฟที่แขวนโคมไฟไว้บนแผงไม้ไผ่บนเสาไม้ไผ่ต้นเดียว โดยเทศกาลนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามเทศกาลใหญ่แห่งโทโฮคุที่จะต้องหาโอกาสมาลองชมให้ได้สักครั้ง

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku หมู่บ้านอาคิตะฟุรุซาโตะ Akita Furusato Village

เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น.
เว็บไซต์ : www.akitafurusatomura.co.jp


“สุกิมาดะ” นาฬิกาทรายธรรมชาติในการบ่มสาเก


มาต่อกันที่เมืองมัตสึดะ จังหวัดอาคิตะ ที่นี่เรามาชมโรงงานทำเหล้าสาเก “ฮิโนมารุ โจโซะ” (Hinomaru Jozo) ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่เรามักจะพบเห็นตามโรงบ่มสาเกก็คือลูกกลมๆ ที่ห้อยอยู่บริเวณทางเข้าด้านหน้า ทำด้วยการนำปลายใบสนญี่ปุ่นมารวมกันเป็นจำนวนมาก เปรียบเสมือนป้ายหน้าร้านเหล้านั่นเอง ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “สุกิดามะ” (杉玉, Sugidama) เจ้าสุกิมาดะนี้ถือเป็นนาฬิกาทรายธรรมชาติในการบ่มสาเก กล่าวคือเริ่มแรกจะเป็นสีเขียวและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลตามกาลเวลาซึ่งช่วงเวลาที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจะเป็นช่วงเดียวกับที่สาเกบ่มเสร็จพอดีนั่นเอง ซึ่งลูกค้าที่เดินผ่านหน้าร้านก็สามารถรู้ได้ว่าสาเกใหม่ของปีนี้บ่มเสร็จแล้วด้วยเช่นกัน

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku ฮิโนมารุ โจโซะ Hinomaru Jozo

แต่ช่วงเวลาที่เราไปเยี่ยมชม ทางโรงงานยังคงบ่มสาเกอยู่เลยไม่สามารถเข้าไปดูในส่วนของการผลิตได้ เราจึงได้เข้าชมในส่วนของคลังเก็บของที่เรียกว่า “อุจิคุระ” แทน เอกลักษณ์ของอุจิคุระคือเป็นโครงไม้และใช้ดินฉาบ ดูเหมือนว่าจะทำง่ายแต่ที่จริงแล้วใช้เวลาค่อนข้างนานเลยล่ะ เช่น ส่วนของบานประตู แต่ละชั้นจะใช้เวลาในการทำ 1 ปีและ 2 บานซ้าย-ขวาจะมีความเหลื่อมกันเล็กน้อย เรียกกันว่าบานเพศชายและบานเพศหญิง

นอกจากนั้นภายในคลังยังมีการลงรักสีแดงสวยงามเพื่อเป็นการป้องกันน้ำอีกด้วย เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวที่เมืองมัตสึดะนั้นจะมีปริมาณของหิมะค่อนข้างสูง ซึ่งบางครั้งสูงถึง 2 เมตรเลยทีเดียว จึงทำให้คลังเก็บของของที่นี่แตกต่างไปจากที่อื่นตรงที่จะอยู่ภายในตัวอาคารอีกที คาดว่านอกจากจะใช้เป็นห้องเก็บของแล้วยังมีการแบ่งครึ่งสำหรับใช้รองรับกิจอื่นๆ เช่น เจ้าของบ้านใช้เป็นห้องรับแขกบ้าง ใช้อยู่อาศัยเป็นครั้งคราวบ้าง เป็นต้น

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku ฮิโนมารุ โจโซะ Hinomaru Jozo

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku ฮิโนมารุ โจโซะ Hinomaru Jozo

หลังจากเดินชมโรงงานสาเกกันจุใจแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารมื้อเที่ยงกันต่อ โดยระหว่างทางก็ได้แวะศูนย์ท่องเที่ยวแห่งเมืองมัตสึดะเพื่อชมลักษณะบ้านสมัยก่อน รวมทั้งคลังเก็บของลักษณะที่คล้ายกับที่โรงสาเกก่อนหน้านี้ด้วย


ชิมอินานิวะ อุด้งต้นตำรับที่ Sato Yosuke Shoten สาขาแรก


มาถึงจังหวัดอาคิตะแล้วหากพูดถึงเมนูเส้นยอดนิยมที่ห้ามพลาดก็ต้องเป็น “อินานิวะ อุด้ง” (稲庭うどん, Unaniwa Udon) ที่ถึงแม้จะเรียกอุด้ง แต่อินานิวะ อุด้งนั้นตัวเส้นจะเล็กและแบน ลักษณะเส้นจะคล้ายกับเส้นขนมจีนบ้านเรา แต่จะมีความเหนียวหนึบหนับกว่าเล็กน้อย

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku  Sato Yosuke Shoten อินานิวะ อุด้ง

จุดเด่นอยู่ที่การผลิตโดยการใช้มือนวดและยืดเส้น ใช้เวลาในการผลิต 3 วันเต็มๆ กล่าวกันว่า Sato (Inaniwa) Kichizaemon เจ้าของร้าน Sato Yosuke Shoten (佐藤養助商店) เป็นผู้คิดค้นเทคนิคการทำเส้นอินานิวะ อุด้ง เป็นคนแรกในปีค.ศ.1665 ในสมัยนั้นมีข้อจำกัดในการทำเส้น ทำให้ผลิตได้ครั้งละไม่มากจึงถือว่าเป็นอาหารชั้นสูงที่หากินได้ยากและใช้ในการถวายให้กับจักรพรรดิ์หรือขุนนางเท่านั้น

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku  Sato Yosuke Shoten อินานิวะ อุด้ง

ส่วนในปัจจุบันอินานิวะ อุด้งสามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี จะกินแบบเย็นหรือแบบอุ่นๆ ก็อร่อยทั้งคู่ นอกจากนี้ที่ร้าน Sato Yosuke Shoten ยังมีชุดที่เสิร์ฟคู่กับแกงเขียวหวานและแกงแดงอีกด้วย รสชาติแกงอร่อยแถมเข้ากับเส้นมากๆ โดยสาขาที่เราแวะกินมื้อเที่ยงนี้เป็นสาขาเริ่มแรกจึงยังคงเอกลักษณ์ร้านแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยโบราณเอาไว้อยู่ ซึ่งนอกจากร้านอาหารแล้วยังมีส่วนของพิพิธภัณฑ์และคลังเก็บของอายุ 99 ปีให้เราได้ชมกันด้วย เจ้าหน้าที่เล่าว่าคลังเก็บของแห่งนี้ใช้เวลาในการสร้างนานมากๆ โดยใช้เวลาเลือกไม้ 8 ปี ตัดไม้และวางแผน 8 ปี แล้วใช้เวลาสร้างอีก 8 ปี รวมแล้วนานถึง 24 ปีเลยล่ะ

Sato Yosuke Shoten มีหลายสาขาทั่วประเทศ แต่หากมีโอกาส ดาโกะขอแนะนำให้ลองมากินที่สาขาต้นตำรับแห่งนี้
เว็บไซต์ : www.sato-yoske.co.jp


หญ้าแห่งฤดูร้อน ร่องรอยเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ คือซากความฝันของซามูไร


รับประทานมื้อเที่ยงเสร็จเรียบร้อย เราออกเดินทางอีก 2 ชั่วโมง เพื่อข้ามกลับมาที่จังหวัดอิวาเตะและไปเยือนวัดโมซึจิ (毛越寺, Motsuji Temple) วัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและมีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี

วัดโมซึจิตั้งอยู่ที่เมืองฮิราอิซุมิ จังหวัดอิวาเตะ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปีค.ศ.2011 จุดเด่นของวัดนี้คือสวนโจโด (浄土庭園) สไตล์ของสวนที่เป็นที่นิยมในยุคเฮอัน สวนแห่งนี้มีอายุราว 800 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสวนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในประเทศญี่ปุ่น

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku วัดโมซึจิ Motsuji Temple

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku วัดโมซึจิ Motsuji Temple

สวนโจโดได้รับแนวคิดจากพุทธศาสนา เรียกกันว่าเป็น “ดินแดนบริสุทธิ์” หรือ “สวรรค์ของชาวพุทธ” โจโดนั้นกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดและทุกสิ่งที่นั่นสวยงาม สระน้ำ อาคาร และต้นไม้ทั้งหมดตกแต่งด้วยทองคำ เงินและอัญมณีที่ส่องประกายสวยงาม ทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นไม่เคยต้องการเสื้อผ้าและอาหาร สภาพอากาศค่อนข้างเย็น และผู้ที่อยู่ในโจโดจะได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้ามาตามเสียงต่างๆ ในธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ที่พลิ้วไหวไปกับสายลม หรือเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว เป็นต้น สถานที่แห่งนี้ไม่มีความทุกข์และเต็มไปด้วยความสุข

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku วัดโมซึจิ Motsuji Temple

พระประธานในวิหารของวัดโมซึจิคือพระยาคุชิเนียะไร (薬師如来, Yakushi Nyorai) ผู้คนนิยมขอพรเรื่องสุขภาพ และขอให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แอบกระซิบว่าที่นี่นิยมไหว้พระแบบมือเดียว เพราะฉะนั้นให้ลองไหว้ขอพรแบบมือเดียวแทนการไหว้แบบพนมมือคู่นะ เดินจากวิหารหลักของวัดต่อไปอีกเล็กน้อยจะพบกับหินสลักกลอนไฮกุของกวีเอกชื่อดังในยุคเอโดะ “มัตสึโอะ บาโช” (松尾 芭蕉, Matsuo Basho) กวีผู้ได้รับสมญานามเป็นปรมาจารย์ทางด้านบทกวีไฮคุ ซึ่งบทกลอนที่ถูกสลักไว้บนหิน ณ วัดแห่งนี้ได้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและสลักลงหินเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเผยแพร่ปรัชญาของคนญี่ปุ่นให้คนต่างชาติรับรู้อีกด้วย

บทกวีที่ว่าคือ
“The summer grass
‘Tis all that’s left
Of ancient warriors’ dreams”
(夏草や 兵どもが 夢の跡)
(หญ้าแห่งฤดูร้อน ร่องรอยเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ คือซากความฝันของซามูไร)

และตามฐานซากปรักหักพังของอาคารในสมัยก่อนที่ยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่มาเยือนมักจะนำหินก้อนเล็กๆ มาเรียงซ้อนกันโดยเชื่อว่าจะทำให้โชคดี ที่วัดแห่งนี้ผู้คนนิยมมาเดินรอบสระน้ำโออิซึมิ (大泉が池, Oizumi ga ike) ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางวัด สามารถเดินชมความงามที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูได้ หากมาช่วงฤดูใบไม้ผลิจะได้ชมซากุระที่งดงามมากๆ ส่วนฤดูร้อนก็จะมีสวนดอกไอริส หรือในฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้ชมใบโมมิจิที่เปลี่ยนสีสวยงาม

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku วัดโมซึจิ Motsuji Temple

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku วัดโมซึจิ Motsuji Temple

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Hiraizumi Station เดินต่อมายังวัดโมซึจิโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที หรือนั่งรถบัส Hiraizumi Loop Bus จากสถานีรถไฟโดยใช้เวลาประมาณ 3 นาที
เว็บไซต์ : www.motsuji.or.jp/th


ลิ้นวัวย่างละลายในปากที่ Date no Gyutan


จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังเมืองเซนได กลับเข้าสู่วิถีชีวิตคนเมืองกันสักหน่อย หากมาถึงเมืองเซนได จังหวัดมิยางิแล้ว ถ้าเป็นสายเนื้อขอแนะนำให้กินลิ้นวัวย่างซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้ โดยค่ำคืนนี้เรามากินมื้อค่ำกันที่ร้าน Date no Gyutan (伊達の牛たん) ร้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังและยังได้มิชลิน 1 ดาวด้วย บริเวณชั้น 1 จะเป็นโซนร้านขายของฝาก ส่วนชั้น 3 จะเป็นชั้นสำหรับลูกค้าที่จองแบบห้องส่วนตัวมา ทันทีที่ลิฟท์เปิดทุกคนต่างพากันร้องว้าว! เพราะไม่น่าเชื่อว่าเป็นร้านเนื้อย่าง การตกแต่งร้านเป็นสไตล์มินิมอลคล้ายคาเฟ่และมีความเป็นส่วนตัวมาก

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku Date no Gyutan ลิ้นวัวย่าง

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku Date no Gyutan ลิ้นวัวย่าง

เราเลือกสั่งแบบคอร์สเมนู โดยเริ่มจาก Appetizer ที่ถูกเสิร์ฟมาในกล่องสไตล์ญี่ปุ่น มีให้เลือกหลายรูปแบบตามความชอบ มีทั้งสำหรับคนที่ไม่กินปลา ไม่กินของดิบหรือไม่กินหมู ในส่วนของเมนูหลักก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นร้านลิ้นวัวย่าง แต่ที่นี่ก็มีเมนูให้เลือกหลากหลายทั้งเนื้อปลาและเนื้อไก่ที่รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน ส่วนเราที่ชื่นชอบการกินเนื้อก็ต้องจัดลิ้นวัวย่างชิ้นหนาที่นุ่มละลายในปาก และมีกลิ่นหอมจากถ่านที่ใช้ย่าง ตามด้วยเมนูสตูลิ้นวัวที่ตุ๋นมาอย่างดี เนื้อนุ่มและรสชาติคล้ายขาหมูบ้านเรา ก่อนจะปิดท้ายด้วยโอฉะซึเกะปลาไหล หรือข้าวราดชาร้อนหรือน้ำซุปแบบญี่ปุ่นที่รสชาติละมุนลิ้นมากๆ

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku Date no Gyutan ลิ้นวัวย่าง

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku Date no Gyutan ลิ้นวัวย่าง

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku Date no Gyutan ลิ้นวัวย่าง

เติมพลังมื้อค่ำกันเสร็จแล้วก่อนจะเข้าที่พัก เรามีคนท้องถิ่นใจดีพาเดินชมตรอกกินดื่มของคนท้องถิ่นกันต่อ ร้านที่แนะนำมี 2 ที่คือ Sendai Ginza และ Iroha Yokocho เดินจากสถานีรถไฟเซนไดได้ โดยใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ต่อด้วยการเดินเล่นในย่านอาเขตซึ่งมีร้านค้าให้เราได้เดินช้อปปิ้งเพลินๆ ซึ่งหากมาที่นี่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมก็จะเห็นเครื่องประดับประดาที่ถูกตกแต่งไว้ตามจุดต่างๆ มากมายเนื่องในช่วงเทศกาลทานาบาตะเซนไดซึ่งเป็นหนึ่งในสามเทศกาลใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุด้วย

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku Sendai Ginza Iroha Yokocho

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Tohoku Sendai Ginza Iroha Yokocho

สำหรับคืนสุดท้ายของทริปนี้ เราพักกันที่ Hotel Metropolitan Sendai ซึ่งอยู่ติดสถานีรถไฟ JR Sendai เดินทางสะดวกสบาย ห้องพักกว้างขวาง สะอาดและมีของใช้ครบครัน มื้อเช้าที่นี่สามารถเลือกได้ว่าอยากจะรับเป็นสไตล์ฝรั่งหรือสไตล์ญี่ปุ่น มีห้องอาหาร 2 ห้อง ซึ่งเราเลือกมื้อเช้าเป็นแบบสไตล์ญี่ปุ่นถูกเสิร์ฟมาเป็นเซ็ต อร่อยไม่ผิดหวังเลย!

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Hotel Metropolitan Sendai


เดินตลาดเช้าที่ไม่ต้องตื่นเช้าที่เซนได อาไซจิ (Sendai Asaichi) 


เช้าวันสุดท้ายเรามาเดินเล่นกันที่ตลาดเช้าที่ไม่ต้องตื่นเช้า เพราะถึงแม้จะชื่อว่าตลาดเช้าแต่ก็เปิดตั้งแต่เช้าจรดเย็น เดินจากโรงแรมที่เราพักได้โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที “เซนได อาไซจิ” (仙台朝市, Sendai Asaichi) แห่งนี้เป็นตลาดที่เปิดมายาวนานตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีร้านค้ามากกว่า 70 ร้าน ทั้งขายผัก ผลไม้ และอาหารทะเลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเป็นวัตถุดิบตามฤดูกาล

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ เซนได อาไซจิ 仙台朝市 Sendai Asaichi

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ เซนได อาไซจิ 仙台朝市 Sendai Asaichi

สำหรับผักขึ้นชื่อของเมืองมีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ มาการิ เนกิ (曲がりねぎ, Magari Negi) หรือต้นหอมงอซึ่งมีที่มาจากการที่เซนไดเป็นเมืองหนาว เมื่อต้นหอมโผล่พ้นออกมาจากหน้าดิน ชาวไร่ก็จะพยายามกดต้นหอมลงเพื่อไม่ให้ต้นหอมโดนหิมะโดยตรง ทำให้ต้นหอมงอนั่นเอง ผักยุกินะ (雪菜, Yukina) ที่นิยมนำไปลวกแล้วจิ้มโชยุหรือนำไปผสมในแป้งเกี๊ยวซ่า ทำให้เกี๊ยวซ่าของเมืองนี้มีสีเขียวนั่นเอง และสุดท้ายคือผักกาดที่มีขนาดใหญ่มากจนน่าตกใจ

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ เซนได อาไซจิ 仙台朝市 Sendai Asaichi

นอกจากนี้ที่ตลาดยังมีร้านที่ใช้วัตถุดิบสดๆ มาปรุงอาหารและสั่งกลับบ้านได้ หรือจะเดินไปกินไปก็ได้เช่นกัน ขอแนะนำเมนูไก่ทอดที่ทอดเสร็จร้อนๆ อร่อยมากๆ เป็นตลาดที่คึกคักมากๆ ทำให้เราได้เห็น ได้สัมผัสบรรยากาศการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นในท้องถิ่นได้อีกทาง

เวลาเปิด-ปิด : 08.00 – 18.00 น. (ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ)
การเดินทาง : สถานีเซนได ทางออก West 1
เว็บไซต์ : www.sendaiasaichi.com


ไปเก็บผลไม้กันที่ “Sendai Nogyo Engei Center” กันเถอะ!


เดินชมตลาดเช้ากันเสร็จ เรามาเก็บผลไม้กันที่ “Sendai Nogyo Engei Center” ศูนย์การเกษตรของเมืองเซนไดที่มีทั้งโซนสวนดอกไม้และสวนผลไม้ให้ผู้มาเยือนสามารถร่วมกิจกรรมเก็บผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลได้ตลอดปี ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิ้ล บลูเบอร์รี่ มะเขือเทศ และองุ่น เป็นสวนเปิดใหม่ที่เพิ่งเปิดได้ประมาณ 4 ปีและเข้าปีที่ 3 ที่ให้ผลผลิต หากมองบรรยากาศโดยรอบสวนจะเห็นว่าเป็นระเบียบ ไม่รกรุงรัง เพราะที่นี่ใช้เทคนิคการต่อกิ่ง เรียกว่า “Joint Cultivation” (ジョイント栽培) ข้อดีคือได้ผลผลิตเร็วและมีคุณภาพ ที่สำคัญคือช่วยประหยัดแรงงานเพราะไม่ต้องปีนบันไดขึ้นเก็บผลไม้

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Sendai Nogyo Engei Center

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Sendai Nogyo Engei Center

จุดเริ่มต้นของการสร้างสวนนี้มาจากการที่เมืองเซนได จังหวัดมิยางิมีประชากรมากกว่า1ล้านคน มีการปลูกข้าวเป็นจำนวนมากแต่ไม่มีสวนผลไม้ ซึ่งผลไม้ส่วนใหญ่ที่ขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตถูกส่งมาจากจังหวัดยามากาตะและฟุกุชิมะ ทำให้ผู้คนมักจะได้กินแต่ผลไม้ที่ถูกเก็บก่อนสุก ทางเมืองเซนไดจึงสร้างสวนแห่งนี้ขึ้นมาโดยมีคอนเซ็ปท์ว่าอยากให้ชาวเมืองเซนไดได้กินผลไม้อร่อยๆ ที่สุกจากต้นโดยตรง อีกทั้งยังได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ในวันหยุดโดยที่ไม่ต้องเดินทางไกลด้วย

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Sendai Nogyo Engei Center

นอกจากผลไม้แล้ว ที่นี่ยังมีผักนานาชนิดตามฤดูกาล ส่วนผลไม้ยอดฮิตสำหรับฤดูนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากแอปเปิ้ล ซึ่งที่นี่มีแอปเปิ้ลมากถึง7สายพันธุ์ สำหรับแอปเปิ้ลที่เหมาะสำหรับเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายนจะมีแกนกลางเป็นไส้ฉ่ำๆ บางคนอาจเข้าใจผิดว่าแอปเปิ้ลเน่า แต่จริงๆ แล้วเกิดจากการที่แอปเปิ้ลเมื่อสุกเต็มที่นั้นจะผลิตซอร์บิทอลที่ได้จากการสังเคราะห์แสงและจะเปลี่ยนไปเป็นฟรุกโตส ซูโครสและแป้ง เพื่อเก็บสะสมไว้ในผลแอปเปิ้ล แต่พออุณหภูมิลดต่ำลงมากจะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ทำให้น้ำตาลฟรุกโตสและซอร์บิทอลที่เหลืออยู่ถูกสะสมไว้ที่ช่องว่างระหว่างเซลล์ของผลแอปเปิ้ลแทน ยิ่งความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนสูงก็จะยิ่งจะส่งผลให้แอปเปิ้ลมีแกนที่ฉ่ำมากยิ่งขึ้น จึงทำให้แอปเปิ้ลภูมิภาคโทโฮคุนั้นขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ลไส้ฉ่ำนั่นเอง

โดยปกติระดับความหวานของแอปเปิ้ลจะอยู่ที่ระดับ 12 – 13 แต่ถ้าจะให้อร่อยต้องอยู่ที่ระดับ 14 ซึ่งถ้าเทียบกับความหวานขององุ่นไชน์มัสคัตที่คนไทยชอบกินจะอยู่ที่ระดับ 18 คือหวานมากๆ ซึ่งแอปเปิ้ลที่สวนนี้ระดับความหวานจะมากกว่าระดับ 14 หมดเลย โดยช่วงที่เราไปนั้นสามารถเก็บได้ทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ได้แก่

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Sendai Nogyo Engei Center

พันธุ์ Koutoku ระดับน้ำตาล 15 – 16 แกนกลางฉ่ำมากๆ, พันธุ์ Gunma Meigetsu หรือ Gunma Fullmoon ระดับน้ำตาล 15 ได้รับฉายาว่าเป็นพระจันทร์เต็มดวงแห่งจังหวัดกุนมะมีความฉ่ำน้อยกว่าสายพันธุ์ Koutoku แต่ยังคงรสชาติหวาน และพันธุ์ Haruka ระดับน้ำตาลประมาณ 18 – 20 (หากมีการห่อด้วยถุงไว้) ของที่สวนจะรับประกันที่ระดับ 16 สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ระดับพรีเมียม โดยชื่อสำหรับวางขายในห้างจะใช้ชื่อว่า Premium Fuyukoi วางจำหน่ายที่ราคาลูกละ 1,500 เยน แพงมากๆ

ค่าเข้า : 1,500 เยน
สามารถเก็บแอปเปิ้ลได้ตามจำนวนที่สวนกำหนด หากเป็นแอปเปิ้ลแดง Kotoku เก็บได้ 6 ลูก ส่วนแอปเปิ้ลเหลือง Gunma Meigetsu เก็บได้ 4 ลูก
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว : ปลายตุลาคม – ต้นธันวาคม
รอบเก็บเกี่ยว : วันธรรมดามี 2 รอบคือ 10.10 น. และ 13.10 น. ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุด มี 4 รอบคือ 10.10 น., 11.10 น., 13.10 น. และ 14.10 น.
การเดินทาง : จากสถานีเซนไดขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Tozai มาลงที่สถานี Arai
แล้วนั่งรถเมล์หรือรถแท็กซี่ต่อ (ค่าแท็กซี่ประมาณ 1,000 เยน)
เว็บไซต์ : https://stbl-fruit-farm.jp/arai/harvest

ค่าเข้าเก็บผลไม้อื่นๆ :
1. ราคา 3,000 เยน สามารถเก็บสาลี่ได้ 3 ลูก องุ่นไชน์มัตคัสได้ 1 พวง และองุ่นควีนนินะได้ 1 พวง (ต้นเดือนตุลาคม)
2. ราคา 2,000 เยน สามารถเก็บองุ่นแบล็กวีดได้ 2 พวง และสาลี่ได้ 4 ลูก (ต้นเดือนกันยายน)


รับประทานมื้อกลางวันที่ร้าน Shokeikaku คฤหาสน์ซามูไรในสมัยก่อนของตระกูลดาเตะ


หลังจากที่แอบชิมแอปเปิ้ลที่เก็บมาแล้วนิดหน่อยก็ถึงเวลารับประทานมื้อกลางวันที่ร้าน Shokeikaku ที่ตั้งอยู่ภายในคฤหาสน์ซามูไรในสมัยก่อนของตระกูลดาเตะรุ่นที่ 15 ตระกูลเก่าแก่ซึ่งผู้นำตระกูลเคยเป็นเจ้าเมืองเซนได คฤหาสน์หลังนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 150 ปีที่แล้วหลังการปฏิรูปในสมัยเมจิ

โครงสร้างเป็นไม้เก่าแก่ เพดานสูง และเป็นบ้านที่ไม่ได้ใช้ตะปูในการตอกเชื่อมเลย มีตราประจำตระกูลดาเตะประดับตามจุดต่างๆ อย่างสวยงาม สีดำที่เห็นบริเวณตราประจำตระกูลนั้นทำจากหนังกวาง คฤหาสน์แห่งนี้มีทั้งหมด 2 ชั้น ชั้นล่างเปิดเป็นร้านอาหาร ส่วนชั้นที่ 2 ใช้เป็นห้องรับรองแขกสำคัญ เช่น จักรพรรดิแห่งโชวะ หรือจักรพรรดิแห่งเฮเซที่เคยเสด็จมาเยือนคฤหาสน์แห่งนี้เช่นกัน

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Shokeikaku

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Shokeikaku

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Shokeikaku

เราสามารถเดินชมและนั่งโซฟาที่จักรพรรดิเคยนั่งได้ด้วย ซึ่งบริเวณด้านหลังโซฟาจะมีห้องเล็กๆ ขนาด 3 เสื่อสำหรับให้องครักษ์ของพระจักรพรรดิด้วย บันไดที่นี่ค่อนข้างกว้างเพราะสมัยนั้นชาวต่างชาติที่มาเยือนมักจะใส่กระโปรงสุ่มใหญ่จึงต้องทำบันไดให้เดินได้อย่างสะดวก

เมื่อเราเดินกลับลงมาที่ชั้นล่าง ทางร้านได้ยกชุดอาหารกลางวันมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะเรียบร้อย จุดเด่นคือมีกับข้าวหลายเมนูที่ถูกเสิร์ฟมาในกล่องและลิ้นชักโบราณด้วยปริมาณที่พอเหมาะ เมื่อรับประทานเสร็จแล้วทางร้านยังมีบริการให้เราได้ลองสวมเสื้อเกราะซามูไรที่เคยถูกใส่จริงๆ ในสมัยนั้น พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับบ้านสวยๆ ได้ด้วย

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Shokeikaku

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ Shokeikaku


ปิดทริปตามล่าใบไม้แดง 6 วัน 5 คืนที่ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle)


ปิดทริปนี้ด้วยปราสาทอาโอบะหรือปราสาทเซนได (青葉城, Aoba Castle) ก่อตั้งโดยดาเตะ มาซามูเนะ (伊達政宗, Date Masamune) ไดเมียวหรือเจ้าเมืองของเซนไดในยุคนั้น แต่ปราสาทนี้ได้ถูกทำลายโดยรัฐบาลใหม่ของเมจิที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลเอโดะลงจึงไล่ทำลายปราสาทต่างๆ ในสมัยนั้นเกือบทั้งหมดในช่วงหลังการปฏิรูปเมจิคือปีค.ศ.1873 ซึ่งในปัจจุบันเหลือแต่เสาให้คนรุ่นหลังได้ชม

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ ปราสาทอาโอบะ Aoba Castle

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการชมปราสาทโดยใช้เทคโนโลยี VR เข้ามาช่วย เป็นการจำลองภาพจากแผนที่ภาพหน้าตัดที่พบเจอ ก่อนอื่นเราต้องเดินไปที่จุดลงทะเบียนซึ่งจะเปิดให้บริการทัวร์ VR เป็นรอบๆ เมื่อเรารับแว่นมาแล้วเจ้าหน้าที่จะพาพวกเราไปตามจุดต่างๆ และให้เราลองชมปราสาทอาโอบะเมื่อ 400 ปีที่ผ่านภาพจำลองและมีน้องหนอนใน VR ที่คอยอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้เราได้ฟังกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีเพียงภาษาญี่ปุ่น แต่ในอนาคตจะมีเวอร์ชั่นภาษาต่างประเทศออกมาสำหรับบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยเช่นกัน

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ ปราสาทอาโอบะ Aoba Castle

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ ปราสาทอาโอบะ Aoba Castle

บรรยากาศของปราสาทที่เราเห็นใน VR นั้นมีทั้งภาพวาดในประวัติศาสตร์สมัยเอโดะตามบานประตู มีบรรยากาศห้องโถงของปราสาทที่ทาผนังเป็นสีทองและมีรูปวาดนกยูงที่สวยงามมากๆ อีกทั้งยังมีเวทีละครโนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่ดาเตะ มาซามูเนะชื่นชอบมากๆ โดยสมัยนั้นท่านได้ลงมือตีกลองเองอีกด้วย

เมื่อชมปราสาทเสร็จ เรามุ่งหน้าไปยังสถานีเซนไดเพื่อขึ้นรถไฟชินคันเซ็นกลับบ้าน แต่ก่อนจะไปออกตั๋วรถไฟ เราขอแวะซื้อเครื่องดื่มที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนเมืองเซนไดกันก่อนนั่นคือ “ถั่วแระปั่น” เป็นเครื่องดื่มที่อร่อยกลมกล่อม ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวแต่อย่างใด

ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ ปราสาทอาโอบะ Aoba Castle


เป็นทริปที่ได้ล่าใบไม้แดงสมใจอยาก ได้ชมความงามธรรมชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรม สัมผัสวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคโทโฮคุทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างเต็มอิ่ม อีกทั้งยังได้รับประทานอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย รวมไปถึงได้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่สนุกสนานและประทับใจมากๆ หากมีโอกาสอีก ดาโกะจะพาคุณผู้อ่านไปท่องเที่ยวภูมิภาคโทโอคุกันอีกในช่วงฤดูที่แตกต่างออกไปจากครั้งนี้แน่นอน แล้วไปเที่ยวด้วยกันอีกน้า~

อ่าน “ทริปตามล่าใบไม้แดงที่โทโฮคุ (Tohoku) ตอนที่ 2” คลิก

เรื่องและภาพ : Nozomi (โนโซมิ) เจ้าของเพจ “เมื่อฉันมาอยู่ญี่ปุ่น – Japan simple life

views